SMEs ตี(ไม่)แตกในเมียนมาร์?

          มีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พบว่าธุรกิจ SMEs มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมียนมาร์ส่วนมากเป็นการลงทุนจากภาคเอกชนมากถึงร้อยละ 92 ของธุรกิจทั้งหมดภายในประเทศสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของธุรกิจ SMEs ภายหลังจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ.2558 และเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนและสร้างโอกาสการเติบโตของกลุ่มธุรกิจในสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์หรือชื่อที่เราคุ้นหูกันดีคือประเทศพม่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าธุรกิจ SMEs ไทยอาจจะไปได้สวยในเมียนมาร์เนื่องจากความได้เปรียบนานัปการ ไม่ว่าจะเป็น การมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การเป็นเมืองท่าสำคัญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปิดประเทศเพื่อสร้างการปฏิรูปบนแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคง การมีพรมแดนทางการค้าเชื่อมต่อกันทำให้ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มธุรกิจ 5 อันดับแรก ประกอบด้วย สาขาพลังงาน สาขาอุตสาหกรรมการผลิต สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว สาขาการประมงและปศุสัตว์ และสาขาเหมืองแร่ สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากจีนแต่การลงทุนธุรกิจSMEs ในเมียนมาร์อาจไม่สวยหรูและหอมหวานเสมอไป   

          ปัจจัยบวกที่เป็นแรงส่งเสริมให้การลงทุน SMEs ในเมียนมาร์ประสบความสำเร็จได้แก่ ค่าจ้างแรงงานในเมียนมาร์มีราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าจ้างแรงงานไทย ระบบขนส่งทางบกจากไทยไปเมียนมาร์มีหลากหลายกว่าประเทศอื่น สังคมวัฒนธรรมประเพณีที่มีความคล้ายคลึงกันทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในการเจรจาทางการค้า การเริ่มต้นพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศและระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อกับประเทศไทย การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในเมืองท่าสำคัญทางเศรษฐกิจ การจัดตั้งเขตการค้าชายแดนเพื่อเป็นช่องทางการกระจายสินค้าจากไทยไปเมียนมาร์ ปัจจัยเหล่านี้เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวของธุรกิจ SMEs ไทย ในขณะที่ดูเหมือนว่านักลงทุนไทยมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ แต่การแสวงหาโอกาสการทำธุรกิจหรือการลงทุนในเมียนมาร์ย่อมต้องศึกษาเรียนรู้และเข้าใจหลักการในการลงทุน โดยอาจศึกษาจากประสบการณ์การทำธุรกิจจาก SMEs ไทยที่ประสบความสำเร็จหรือจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

          อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบที่เป็นอุปสรรคในการลงทุนในเมียนมาร์ ได้แก่ สาธารณูปโภคในเมียนมาร์ต้องได้รับการพัฒนาอีกมากไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา ระบบการขนส่งทางบก การพัฒนาฝีมือแรงงานในภาคการผลิต  การขาดความชัดเจนในกฏหมายการลงทุนต่างๆ กฏระเบียบ ข้อห้ามและข้อบังคับด้านการลงทุน ที่ยังอยู่ในช่วงการปรับปรุง อาจทำให้เกิดการตีความในแนวทางที่ต่างกัน ดังนั้นนักลงทุนไทยจึงควรให้ความสนใจกับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐทั้งในไทยและเมียนมาร์ โดยเฉพาะกฏหมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เช่น กฏหมายการเช่าที่ดิน เนื่องจากนักลงทุนไทยไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้แต่ต้องเช่าในราคาสูงและระยะยาว กฏหมายภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนเพียงเล็กน้อยในการงดเว้นการจัดเก็นภาษีเงินได้เป็นเวลา 5 ปี กฏหมายแรงงานที่บังคับให้มีการจ้างแรงงานชาวเมียนมาร์ร้อยละ 75 เมื่อครบ 7 ปีสำหรับภาคกการผลิตที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยทักษะฝีมือ เป็นต้น ดังนั้นเจ้าของธุรกิจ SMEs หรือนักลงทุนไทยต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกัน รวมถึงต้องศึกษาหาข้อมูล ทำความเข้าใจสังคมวัฒนธรรมของคู่ค้า วิเคราะห์ปัจจัยเชิงบวกปัญหาอุปสรรคจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยไปลงทุนและนำข้อมูลที่ได้มาศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้านและบริหารจัดการธุรกิจของคนเองอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

          “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ” อาจไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนในธุรกิจ SMEs ในเมียนมาร์ นักลงทุนควรคำนึงเรื่องเล็กน้อยในการเจรจาธุรกิจ เช่น การสื่อสารที่คนเมียนมาร์นิยมให้ภาษาอังกฤษติดต่อราชการ การให้ความนับถือผ่านภาษาพูด เช่นคำว่า “อู”แทนคำนำหน้าว่า “Mr”และ “ดอว์”แทนคำนำหน้าว่า “Mrs” การร่วมรับประทานอาหารบนโต๊ะเจรจาการค้า คนเมียนมาร์ไม่นิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ระหว่างรับประทานอาหาร คนเมียนมาร์ไม่นิยมติดต่อสื่อสารทางธุรกิจผ่าน E-mail เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการปรับตัวเข้าสังคมวัฒนธรรมของชาวเมียนมาร์ที่จะช่วยให้นักลงทุนเตรียมพร้อมในการทำธุรกิจกับชาวเมียนมาร์ได้อย่างราบรื่น และเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของธุรกิจ SMEs ไทย ดังนั้น การศึกษาช่องทางและเข้าดำเนินการในตลาดเป้าหมายก่อน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีคู่แข่งน้อยกว่าและศึกษาพฤติกรรม วัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นช่วยสร้างเครือข่ายธุรกิจรองรับการแข่งขันในอนาคต


 

          ดังนั้นนักลงทุนไทยโดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจ SMEs ทั้งหลายที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนว่าจะเข้าไปลงทุนในธุรกิจใดและในรูปแบบใด เนื่องจากการลงทุนแต่ละรูปแบบจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ต้องคำนึงถึง พร้อมทั้งการประเมินศักยภาพของธุรกิจตนเองว่ามีความพร้อมในการลงทุนเพียงใด โดยการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ SMEs รวมทั้งสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและหานักลงทุนร่วมชาวเมียนมาร์ที่มีประสบการณ์และไว้ใจได้จะช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจและการกระจายความเสี่ยงในธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของตนโดยเฉพาะการประเมินโอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจ

          อาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยากที่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ไทยหรือนักลงทุนที่จะเข้าไปดำเนินกิจการในเมียนมาร์เนื่องจากขาดข้อมูลที่รอบด้านและอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการขาดทุนหากธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ การหาข้อมูลที่เป็นรูปธรรมคือนักลงทุนหรือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ต้องหมั่นคอยศึกษาและคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฏหมายการลงทุนจากต่างๆชาติและกฏระเบียบต่างๆอยู่เสมอ ปัจจุบันนักธุรกิจ SMEs ไทยหลายรายประสบความสำเร็จจากการเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ อาทิ ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธุรกิจรถมือสอง ธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ธุรกิจการเกษตรและประมง เป็นต้นซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและประสบการณ์ในการทำธุรกิจที่ยาวนานเป็นใบเบิกทางในการเข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาร์ อย่างไรก็ดีการเข้าไปแสวงหาโอกาสการลงทุนในเมียนมาร์ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ไทย

 

ข้อมูลจาก http://www.itd.or.th/research-report/467-research

ภาพประกอบ: ธีรโชติ ภูมิภมร

เนื้อเรื่อง: ธีรโชติ ภูมิภมร

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 17-02-2557    เวลา 04:38:48

แนวโน้มเทคโนโลยี ICT 2013

จิรพล สังข์โพธิ์ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ในการรวบรวมและศึกษาภาพรวมการพัฒนาด้านไอซีทีสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง จากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในโลกของเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ดีมีเทคโนโลยีที่นักวิเคราะห์จากหลายๆสำนักรวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญและนักคิดระดับโลต่างให้ความเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและในอีก 5-10  ปีข้างหน้าและจะมีบทบาทที่สำคัญในการที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และวิธีการในการดำเนินการทางธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของรัฐต่อประชาชนได้แก่ 

•    เทคโนโลยีพกพา (Mobile)

•    เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network)

•    การประมวลผลแบบก้อนเมฆ (Cloud) และ 

•    เทคโนโลยีจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) 

เทคโนโลยีพกพาหรือ Mobile ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของคนมากที่สุดหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อรถยนต์ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ข้อมูลจาก ITU (International Telecom Union) ระบุว่าทั่วโลกมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออยู่กว่า 6800 ล้านคนซึ่งคิดเป็น 96% ของประชากรทั้งโลก ในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราส่วนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเมื่อสิ้นปี 2555 อยู่ที่ 120.29% (ITU) ไปแล้ว เทคโนโลยี Mobile ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสาร Connected ได้ตลอดเวลารวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา ถึงแม้ว่า Mobile Penetration Rate ของประเทศไทยจะเกิน 100% แล้วก็ตาม แต่การเข้าถึง Internet ผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ยังมีไม่มาก แต่ด้วยค่าใช้จ่ายของ Mobile Internet ที่ต่ำลง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเราสามารถเข้าถึงและแชร์ข้อมูลได้จากทุกที่ ความสามารถในการที่จะทำให้ข้อเรียกร้องหรือข้อคิดเห็นได้รับการตอบสนองสามารถทำได้อย่างสะดวกมากขึ้นเช่นเดียวกัน

เครือข่ายสังคมออนไลน์ เมื่อผนวกกับเทคโนโลยี Mobile แล้ว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีของการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล และระหว่างธุรกิจและลูกค้า รวมไปถึงภาครัฐและประชาชน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วไม่ว่าจะเป็นการที่บริษัท Social อย่าง facebook ที่มีอายุไม่ถึง 10 ปีแต่มีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ประชาชนได้ใช้เทคโนโลยี Social  ในการสื่อสารและแดสงความเห็นจนกระทั่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ  ทุกวันนี้เราใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ในการแสดงความคิดเห็น และเป็นช่องทางที่ช่วยให้เสียงของคนแต่ละคนได้รับการรับฟังได้ ในประเทศไทยมีผู้ใช้ facebook กว่า 16 ล้านคน และกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีผู้ใช้ facebook มากที่สุดในโลก ภาคธุรกิจหลายธุรกิจกิจในประเทศ โดยเฉพาะในภาคบริการมีการนำเทคโนโลยี Social  เข้ามาใช้ในการให้บริการลูกค้า คนธรรมดาสามารถเปิดร้านค้าผ่าน Social ซึ่งช่วยให้เกิดรายได้กับตัวเองและครอบครัวได้ ภาครัฐเริ่มมีการนำเทคโนโลยี Social มาใช้ในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนและเป็นช่องทางในการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนด้วยเช่นกัน เช่น รัฐบาลไทยมีการใช้ทั้ง twitter และ facebook ในการเผยแพร่ข่าวสารสู่ประชาชนผ่าน @thaikhufah และ facebook.com/thaikhufah

เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยี mobile และติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้นผ่านเครือข่าย social  อีกทั้งอุปกรณ์ sensor ที่มีราคาถูกลงทำให้ sensor เหล่านี้ถูกติดตั้งไปบนอุปกรณ์ต่างๆเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล กอปรกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลในปัจจุบันมาคาถูกลงอย่างมาก(disk drive ขนาด 1 TB ราคา 3000 บาท) ทำให้ทุกวันนี้ข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกจัดเก็บและส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ล่าสุด IDC รายงายว่าปี 2555 ข้อมูลจำนวนประมาณ 2.8 ZB  ได้ถูกสร้างขึ้นมา (1 ZB = 1000 ล้าน GB) และประมาณการว่าในปี 2563 โลกเราจะมีข้อมูลประมาณ 40 ZB ข้อมูลจำนวนมหาศาลหรือที่เรียกว่า Big Data มีลักษณะที่เรียกว่า 3Vs อันได้แก่ Volume(ขนาดใหญ่) Velocity(เข้ามาอย่างรวดเร็ว)และ Variety (ในรูปแบบที่หลากหลาย) Big Data หากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะช่วยให้ธุรกิจและภาครัฐเข้าใจถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถที่จะคาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากข้อมูลที่จัดเก็บ ภาคธุรกิจเช่น Google ใช้ Big Data ในการทำนายการแพร่กระจายของไข้หวัดจาก Search term ที่คนใช้ซึ่งสามารถทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าการวิเคราะห์ของ CDC-Center of Disease Control  (Big Data: Big Data: A Revolution That Will Transform How We Live, Work, and Think) ในภาครัฐนั้นสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกๆที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Big Data ในปี 2555 ประธานาธิบดี Barack Obama ได้ประกาศ Big Data เป็น National Initiatives เพื่อที่จะใช้ Big Data ในการแก้ปัญหาของประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงาน สาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ โดยในโครงการดังกล่าวมีหน่วยงานเข้าร่วมถึง 84 หน่วยงานจาก 6 กระทรวง (Executive Office of the President (March 2012). "Big Data Across the Federal Government". White House)

ในการเข้าถึงทั้งข้อมูลผ่านทาง Social และ Mobile นั้น ทุกวันนี้ผู้ให้บริการมักจะให้บริการผ่านเทคโนโลยี Cloud ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่ายเหมือนที่เราใช้ไฟฟ้า นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะถูกเก็บหรือถูกส่งมาจากที่ใด เทคโนโลยี Cloud ช่วยให้ธุรกิจสามารถที่จะริเริ่มหรือขยายได้ง่ายโดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจากค่า Hardware หรืออุปกรณ์เครือข่ายซึ่งอาจมีราคาที่สูงทำให้กลายเป็นอุปสรรคและความเสี่ยงในการทำธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยี Cloud ธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้ง่ายขึ้นก่อให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ใหม่ๆได้ ในส่วนของภาครัฐเทคโนโลยี Cloud ก็ช่วยให้ภาครัฐสามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายในด้านของฮาร์ดแวร์และการดูแลรักษาความปลอดภัยสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่อง Cloud โดยตรง

ด้วยแรงของเทคโนโลยีทั้งสี่เรื่องที่กล่าวไว้ (Gartner calls it’s a Nexus of Forces) ส่งผลถึงกันและกันและทำงานประสานกัน ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆต่อทั้งภาครัฐและเอกชนเทคโนโลยีทั้งสี่นี้ช่วยทำให้ความคิดและนวัตกรรมสามารถเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ในการที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ องค์กรจะต้องมีการปรับปรุงระบบ กระบวนการ ทักษะและความเชื่อองค์กรที่เพิกเฉยต่อเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกทดแทนด้วยองค์กรที่ใช้โอกาสที่เปิดกว้างโดยเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 27-08-2556    เวลา 22:19:38
แก้ไขเมื่อวันที่ 27-08-2556    เวลา 22:36:36
ป้ายกำกับ cloud, mobile, social, big data

จับตาอนาคตบรูไน…หลังยุค Oil-rich economy?

ผู้เขียน: SCB Economic Intelligence Center (EIC)  

เผยแพร่ในนิตยสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมีนาคม 2556

เมื่อเอ่ยถึง "เนการาบรูไนดารุสซาลาม" หรือ "ประเทศบรูไน" เชื่อว่าจินตนาการแรกที่คนทั่วไปมักจะนึกถึงคือ ประเทศเล็กๆในอาเซียนที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูง ร่ำรวยไปด้วยแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ มีรัฐสวัสดิการที่ดีเลิศ ประชาชนมีรายได้ต่อหัวสูงและมีความอยู่ดีกินดีในลำดับต้นๆ ของโลก ... ซึ่งแน่นอนว่า ความเป็นสวรรค์บนดินของบรูไนดังที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนมีรากฐานสำคัญมาจากความอุดมสมบูรณ์ของ "น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ" ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ใต้ดินนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้เราต้องกลับมาหยุดคิดและกลายเป็นคำถามตัวโตๆ คือ แล้วอนาคตของประเทศบรูไนจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ที่แหล่งพลังงานเหล่านี้กำลังเริ่มร่อยหรอลงทุกขณะและกำลังจะหมดลงในไม่ช้า รวมทั้ง "อะไร" จะกลายเป็นหัวจักรสำคัญตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศและประชาชนชาวบรูไนในอีกราว 2 ทศวรรษข้างหน้าต่อจากนี้ไป



ร่ำรวยไปด้วยขุมทรัพย์ใต้ดิน ...ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า จุดแข็งของประเทศบรูไนที่หลายประเทศทั่วโลกต่างอิจฉาคือ ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรหลักของประเทศ รวมทั้งยังเป็นสินค้าส่งออกหลักซึ่งสร้างรายได้จำนวนมหาศาลเข้าประเทศในช่วงกว่า 80 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่ารายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนมากถึงกว่า 95% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ หรือคิดเป็นกว่า 60% ของ GDP และราว 94% ของรายได้ภาครัฐในแต่ละปีเลยทีเดียว จึงไม่น่าแปลกที่วงจรเศรษฐกิจของบรูไนมีความสัมพันธ์ค่อนข้างมากกับทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาพลังงานในตลาดโลก ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า บรูไนเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  รองจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย โดยมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ราว 2 แสนบาร์เรลต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น บรูไนยังเป็นประเทศผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Natural Gas: LNG) รายใหญ่อันดับ 4 ของโลกอีกด้วย โดยมีบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ (Brunei National Petroleum Company Sedirian Berhad หรือ Petroleum BRUNEI) เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ ด้วยการนำรายได้จากการส่งออกน้ำมันและพลังงานไปลงทุนหรือร่วมทุนในต่างประเทศ



จำนวนประชากรน้อยที่สุดในอาเซียน แต่รายได้ต่อหัวสูงติดอับดับ 5 ของโลก

แม้ว่าบรูไนจะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเป็นอับดับ 2 ในกลุ่มอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมีจำนวนประชากรที่น้อยที่สุดในกลุ่มและน้อยกว่าไทยถึงราว 165 เท่าตัวก็ตาม แต่รายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกลับทำให้บรูไนถูกจัดให้เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Upper income class และมีรายได้ประชากรต่อหัว (Income per capita) สูงเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มอาเซียน โดยพบว่าชาวบรูไนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวกว่า 49,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งสูงกว่ารายได้ต่อหัวของคนไทยถึงกว่า 5 เท่าตัวเลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อจำนวนมหาศาลของผู้บริโภคชาวบรูไน รวมทั้งโอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจด้านต่างๆ อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทธุรกิจค้าปลีก  ยิ่งไปกว่านั้น บรูไนยังมีจำนวนประชากรในวัยทำงาน หรือ กลุ่ม Labor force มากถึงราว 70% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งนับเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้และกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการต่างๆ รวมทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มตอบสนองต่อกลยุทธ์ทางการตลาดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

At the crossroads of change ... มุ่งสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

แน่นอนว่า ความท้าทายสำคัญที่ประเทศบรูไนกำลังจะต้องเผชิญในอีกราว 25 ปีนับจากนี้ คือ การหมดลงของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติซึ่งเปรียบเสมือนขุมทองที่สร้างรายได้เข้าประเทศมาอย่างยาวนาน ดังนั้น สิ่งที่ผู้นำประเทศและรัฐบาลบรูไนจำเป็นต้องเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วนเพื่อชดเชยกับรายได้จำนวนมหาศาลที่กำลังจะหายไปในอนาคต คือ การปรับเปลี่ยนและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น (Economic diversification) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศที่มีชื่อว่า "วิสัยทัศน์บรูไน 2578" หรือ "Wawasan Brunei 2035" ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะ "non-energy based sectors" ควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้  priority area ที่รัฐบาลบรูไนมุ่งให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ คือ การติดเขี้ยวเล็บและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก รวมไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ทั้งป่าไม้ ประมง และแร่ทรายขาว ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลบรูไนต้องการผลักดันและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อเป็นหลักประกันในการสร้างความมั่งคั่งและส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคที่ไร้น้ำมัน

นอกจากนี้ มาตรการและยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่มีส่วนช่วยสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจที่มุ่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการร่วมทุนกับต่างชาติ สนับสนุนการแปรรูปรัฐสาหกิจ สนับสนุนการเปิดเสรีการค้าและสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เอื้ออำนวยต่อนักลงทุน ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ขยายฐานการจัดเก็บภาษี ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การลงทุนในต่างประเทศ โดยหันมาลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำ รวมไปถึงการขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และสร้างความแข็งแกร่งของระบบการเงินภายในประเทศเพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการเงินระหว่างประเทศ เป็นต้น  

 

แต่ "Vision Brunei" คงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายนัก ท่ามกลางความท้าทายและข้อจำกัดในประเทศอีกหลายด้าน

แม้ว่ารัฐบาลบรูไนจะตั้งเป้ายุทธศาสตร์ระยะยาวและวาดฝันอันสวยหรูในการพัฒนาประเทศด้วยการมุ่งสร้างความหลากหลายทางโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดการเศรษฐกิจภาคพลังงานอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ตาม แต่เราเชื่อในอนาคตอันใกล้ เป้าหมายดังกล่าวคงจะประสบความสำเร็จได้ไม่ง่ายนัก จากข้อจำกัดและความไม่พร้อมหลายๆ ประการของประเทศบรูไนเอง

ความท้าทายสำคัญประการแรก คือ "ปัญหาขาดแคลนแรงงาน" โดยเฉพาะช่างฝีมือ เพราะแม้ว่าบรูไนจะมีจำนวนประชากรที่ได้รับการศึกษาและมีอัตราการรู้หนังสือ (Literacy rate) อยู่ในระดับสูงก็ตาม แต่บุคคลากรเหล่านี้กลับไม่มีความรู้ความสามารถในระดับมาตรฐานสากล และไม่มีความเชี่ยวชาญที่หลากหลายในการปฏิบัติงาน เนื่องจากชาวบรูไนส่วนใหญ่ยังคงนิยมเลือกเรียนในสาขามนุษยศาสตร์ ศาสนา หรือนโยบายสาธารณะมากกว่า ขณะที่ผู้ที่เลือกเรียนในสาขาเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ หรือวิศวกรรม ยังถือว่ามีอยู่น้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยจำนวนประชากรที่มีอยู่น้อยมากจึงทำให้มีจำนวนแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศน้อยตามไปด้วย และไม่เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้บริษัทภาคเอกชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราเชื่อว่าการพัฒนาและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของบรูไนในระยะเริ่มต้น คงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานฝีมือจากต่างชาติที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การเตรียมความพร้อม รวมทั้งเร่งยกระดับและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและแรงงานบรูไนให้สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพต่อไป 

            ประการถัดมาคือ "ข้อจำกัดในด้านพื้นที่" ด้วยลักษณะประเทศของบรูไนที่มีขนาดเล็ก จึงทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น บรูไนจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้หลากหลายด้านไปพร้อมกัน รวมทั้งควรมีการประเมินความเหมาะสมและผลตอบแทนของกิจการอย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพื้นที่เกิดประโยชน์สูงสุด

            และความท้าทายประการสุดท้ายคือ "ตลาดภายในประเทศที่มีขนาดเล็ก"  แม้ว่าชาวบรูไนจะได้ชื่อว่ามีกำลังซื้อและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงเป็นอันดับสองของกลุ่มอาเซียนและติดลำดับต้นๆ ของโลกก็ตาม และมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งก็ตาม แต่ด้วยจำนวนประชากรที่มีอยู่น้อยมาก จึงอาจทำให้บรูไนไม่ใช่ตลาดที่น่าสนใจมากนักสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่คิดจะเข้ามาลงทุนทำธุรกิจเพื่อเปิดตลาดในประเทศแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งในฐานะตลาดส่งออกที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บรูไนเสียเปรียบชาติอื่นๆ ในการเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ

แล้วโอกาสสำหรับนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ไหน ?        

          ต้องยอมรับว่าบรูไนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศค่อนข้างมาก สะท้อนได้จากนโยบายด้านการลงทุนที่ค่อนข้างเปิดกว้างและเสรี ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ต่างชาติสามารถลงทุนและถือหุ้นได้ 100% ในเกือบทุกสาขา หรือแม้แต่การให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับบริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจด้านน้ำมันนานถึง 8 ปี รวมทั้งการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดธุรกิจข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนในบรูไน

ทั้งนี้ นอกจากโอกาสด้านการลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานซึ่งเปรียบเสมือนแม่เหล็กดูดเงินลงทุนในปัจจุบันแล้ว อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจและมีศักยภาพด้านการลงทุนในบรูไนยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก (Export-oriented industry) และภาคบริการ ซึ่งเป็นสาขาการลงทุนที่รัฐบาลบรูไนให้การสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนมากเป็นพิเศษ รวมไปถึงโอกาสด้านการลงทุนในธุรกิจค้าส่งค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งธุรกิจบริการขนส่งและโทรคมนาคม ซึ่งเราน่าจะเริ่มเห็นแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับในระยะต่อไป

อนึ่ง จากการประเมินโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง การมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของภูมิภาคคือโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่งนอกจากจะเป็นการต่อยอดในการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำ (Downstream industry) ของธุรกิจน้ำมัน ซึ่งเป็นสาขาที่บรูไนมีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษและมีความได้เปรียบในการแข่งขันอยู่แล้ว รวมทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีส่วนช่วยสร้างงานในประเทศจำนวนมาก และเป็นช่องทางในการสร้างฐานความรู้และทักษะด้านวิศวกรรมให้กับแรงงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ และประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหรรมการผลิตอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอีกด้วย   

 

Key takeaways:

แม้ว่าบรูไนจะเป็นประเทศที่มีมั่งคั่งไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงาน และตลาดภายในประเทศที่มีขนาดเล็ก

ปัจจุบันรัฐบาลบรูไนกำลังอยู่ระหว่างการเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศที่มีชื่อว่า "วิสัยทัศน์บรูไน 2578" โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะ non-energy based sector ควบคู่กันไปด้วย

"อุตสาหกรรมปิโตรเคมี" ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เพราะเป็นการต่อยอดการเติบโตจากธุรกิจน้ำมันซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ ไปสู่อุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

รัฐบาลบรูไนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะสาขาบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม และอุตสาหกรรม เพื่อป้อนแรงงานที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงาน รองรับการปฏิรูปประเทศในอนาคต

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 27-07-2556    เวลา 23:02:52
ป้ายกำกับ บรูไน

หน้าที่ 12หน้าถัดไป