แนวโน้มเทคโนโลยี ICT 2013

จิรพล สังข์โพธิ์ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ในการรวบรวมและศึกษาภาพรวมการพัฒนาด้านไอซีทีสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง จากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในโลกของเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ดีมีเทคโนโลยีที่นักวิเคราะห์จากหลายๆสำนักรวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญและนักคิดระดับโลต่างให้ความเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและในอีก 5-10  ปีข้างหน้าและจะมีบทบาทที่สำคัญในการที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และวิธีการในการดำเนินการทางธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของรัฐต่อประชาชนได้แก่ 

•    เทคโนโลยีพกพา (Mobile)

•    เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network)

•    การประมวลผลแบบก้อนเมฆ (Cloud) และ 

•    เทคโนโลยีจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) 

เทคโนโลยีพกพาหรือ Mobile ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของคนมากที่สุดหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อรถยนต์ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ข้อมูลจาก ITU (International Telecom Union) ระบุว่าทั่วโลกมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออยู่กว่า 6800 ล้านคนซึ่งคิดเป็น 96% ของประชากรทั้งโลก ในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราส่วนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเมื่อสิ้นปี 2555 อยู่ที่ 120.29% (ITU) ไปแล้ว เทคโนโลยี Mobile ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสาร Connected ได้ตลอดเวลารวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา ถึงแม้ว่า Mobile Penetration Rate ของประเทศไทยจะเกิน 100% แล้วก็ตาม แต่การเข้าถึง Internet ผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ยังมีไม่มาก แต่ด้วยค่าใช้จ่ายของ Mobile Internet ที่ต่ำลง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเราสามารถเข้าถึงและแชร์ข้อมูลได้จากทุกที่ ความสามารถในการที่จะทำให้ข้อเรียกร้องหรือข้อคิดเห็นได้รับการตอบสนองสามารถทำได้อย่างสะดวกมากขึ้นเช่นเดียวกัน

เครือข่ายสังคมออนไลน์ เมื่อผนวกกับเทคโนโลยี Mobile แล้ว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีของการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล และระหว่างธุรกิจและลูกค้า รวมไปถึงภาครัฐและประชาชน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วไม่ว่าจะเป็นการที่บริษัท Social อย่าง facebook ที่มีอายุไม่ถึง 10 ปีแต่มีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ประชาชนได้ใช้เทคโนโลยี Social  ในการสื่อสารและแดสงความเห็นจนกระทั่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ  ทุกวันนี้เราใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ในการแสดงความคิดเห็น และเป็นช่องทางที่ช่วยให้เสียงของคนแต่ละคนได้รับการรับฟังได้ ในประเทศไทยมีผู้ใช้ facebook กว่า 16 ล้านคน และกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีผู้ใช้ facebook มากที่สุดในโลก ภาคธุรกิจหลายธุรกิจกิจในประเทศ โดยเฉพาะในภาคบริการมีการนำเทคโนโลยี Social  เข้ามาใช้ในการให้บริการลูกค้า คนธรรมดาสามารถเปิดร้านค้าผ่าน Social ซึ่งช่วยให้เกิดรายได้กับตัวเองและครอบครัวได้ ภาครัฐเริ่มมีการนำเทคโนโลยี Social มาใช้ในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนและเป็นช่องทางในการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนด้วยเช่นกัน เช่น รัฐบาลไทยมีการใช้ทั้ง twitter และ facebook ในการเผยแพร่ข่าวสารสู่ประชาชนผ่าน @thaikhufah และ facebook.com/thaikhufah

เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยี mobile และติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้นผ่านเครือข่าย social  อีกทั้งอุปกรณ์ sensor ที่มีราคาถูกลงทำให้ sensor เหล่านี้ถูกติดตั้งไปบนอุปกรณ์ต่างๆเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล กอปรกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลในปัจจุบันมาคาถูกลงอย่างมาก(disk drive ขนาด 1 TB ราคา 3000 บาท) ทำให้ทุกวันนี้ข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกจัดเก็บและส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ล่าสุด IDC รายงายว่าปี 2555 ข้อมูลจำนวนประมาณ 2.8 ZB  ได้ถูกสร้างขึ้นมา (1 ZB = 1000 ล้าน GB) และประมาณการว่าในปี 2563 โลกเราจะมีข้อมูลประมาณ 40 ZB ข้อมูลจำนวนมหาศาลหรือที่เรียกว่า Big Data มีลักษณะที่เรียกว่า 3Vs อันได้แก่ Volume(ขนาดใหญ่) Velocity(เข้ามาอย่างรวดเร็ว)และ Variety (ในรูปแบบที่หลากหลาย) Big Data หากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะช่วยให้ธุรกิจและภาครัฐเข้าใจถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถที่จะคาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากข้อมูลที่จัดเก็บ ภาคธุรกิจเช่น Google ใช้ Big Data ในการทำนายการแพร่กระจายของไข้หวัดจาก Search term ที่คนใช้ซึ่งสามารถทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าการวิเคราะห์ของ CDC-Center of Disease Control  (Big Data: Big Data: A Revolution That Will Transform How We Live, Work, and Think) ในภาครัฐนั้นสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกๆที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Big Data ในปี 2555 ประธานาธิบดี Barack Obama ได้ประกาศ Big Data เป็น National Initiatives เพื่อที่จะใช้ Big Data ในการแก้ปัญหาของประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงาน สาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ โดยในโครงการดังกล่าวมีหน่วยงานเข้าร่วมถึง 84 หน่วยงานจาก 6 กระทรวง (Executive Office of the President (March 2012). "Big Data Across the Federal Government". White House)

ในการเข้าถึงทั้งข้อมูลผ่านทาง Social และ Mobile นั้น ทุกวันนี้ผู้ให้บริการมักจะให้บริการผ่านเทคโนโลยี Cloud ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่ายเหมือนที่เราใช้ไฟฟ้า นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะถูกเก็บหรือถูกส่งมาจากที่ใด เทคโนโลยี Cloud ช่วยให้ธุรกิจสามารถที่จะริเริ่มหรือขยายได้ง่ายโดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจากค่า Hardware หรืออุปกรณ์เครือข่ายซึ่งอาจมีราคาที่สูงทำให้กลายเป็นอุปสรรคและความเสี่ยงในการทำธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยี Cloud ธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้ง่ายขึ้นก่อให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ใหม่ๆได้ ในส่วนของภาครัฐเทคโนโลยี Cloud ก็ช่วยให้ภาครัฐสามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายในด้านของฮาร์ดแวร์และการดูแลรักษาความปลอดภัยสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่อง Cloud โดยตรง

ด้วยแรงของเทคโนโลยีทั้งสี่เรื่องที่กล่าวไว้ (Gartner calls it’s a Nexus of Forces) ส่งผลถึงกันและกันและทำงานประสานกัน ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆต่อทั้งภาครัฐและเอกชนเทคโนโลยีทั้งสี่นี้ช่วยทำให้ความคิดและนวัตกรรมสามารถเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ในการที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ องค์กรจะต้องมีการปรับปรุงระบบ กระบวนการ ทักษะและความเชื่อองค์กรที่เพิกเฉยต่อเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกทดแทนด้วยองค์กรที่ใช้โอกาสที่เปิดกว้างโดยเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 27-08-2556    เวลา 22:19:38
ป้ายกำกับ cloud, mobile, social, big data