SMEs ตี(ไม่)แตกในเมียนมาร์?

          มีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พบว่าธุรกิจ SMEs มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมียนมาร์ส่วนมากเป็นการลงทุนจากภาคเอกชนมากถึงร้อยละ 92 ของธุรกิจทั้งหมดภายในประเทศสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของธุรกิจ SMEs ภายหลังจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ.2558 และเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนและสร้างโอกาสการเติบโตของกลุ่มธุรกิจในสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์หรือชื่อที่เราคุ้นหูกันดีคือประเทศพม่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าธุรกิจ SMEs ไทยอาจจะไปได้สวยในเมียนมาร์เนื่องจากความได้เปรียบนานัปการ ไม่ว่าจะเป็น การมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การเป็นเมืองท่าสำคัญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปิดประเทศเพื่อสร้างการปฏิรูปบนแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคง การมีพรมแดนทางการค้าเชื่อมต่อกันทำให้ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มธุรกิจ 5 อันดับแรก ประกอบด้วย สาขาพลังงาน สาขาอุตสาหกรรมการผลิต สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว สาขาการประมงและปศุสัตว์ และสาขาเหมืองแร่ สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากจีนแต่การลงทุนธุรกิจSMEs ในเมียนมาร์อาจไม่สวยหรูและหอมหวานเสมอไป   

          ปัจจัยบวกที่เป็นแรงส่งเสริมให้การลงทุน SMEs ในเมียนมาร์ประสบความสำเร็จได้แก่ ค่าจ้างแรงงานในเมียนมาร์มีราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าจ้างแรงงานไทย ระบบขนส่งทางบกจากไทยไปเมียนมาร์มีหลากหลายกว่าประเทศอื่น สังคมวัฒนธรรมประเพณีที่มีความคล้ายคลึงกันทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในการเจรจาทางการค้า การเริ่มต้นพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศและระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อกับประเทศไทย การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในเมืองท่าสำคัญทางเศรษฐกิจ การจัดตั้งเขตการค้าชายแดนเพื่อเป็นช่องทางการกระจายสินค้าจากไทยไปเมียนมาร์ ปัจจัยเหล่านี้เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวของธุรกิจ SMEs ไทย ในขณะที่ดูเหมือนว่านักลงทุนไทยมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ แต่การแสวงหาโอกาสการทำธุรกิจหรือการลงทุนในเมียนมาร์ย่อมต้องศึกษาเรียนรู้และเข้าใจหลักการในการลงทุน โดยอาจศึกษาจากประสบการณ์การทำธุรกิจจาก SMEs ไทยที่ประสบความสำเร็จหรือจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

          อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบที่เป็นอุปสรรคในการลงทุนในเมียนมาร์ ได้แก่ สาธารณูปโภคในเมียนมาร์ต้องได้รับการพัฒนาอีกมากไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา ระบบการขนส่งทางบก การพัฒนาฝีมือแรงงานในภาคการผลิต  การขาดความชัดเจนในกฏหมายการลงทุนต่างๆ กฏระเบียบ ข้อห้ามและข้อบังคับด้านการลงทุน ที่ยังอยู่ในช่วงการปรับปรุง อาจทำให้เกิดการตีความในแนวทางที่ต่างกัน ดังนั้นนักลงทุนไทยจึงควรให้ความสนใจกับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐทั้งในไทยและเมียนมาร์ โดยเฉพาะกฏหมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เช่น กฏหมายการเช่าที่ดิน เนื่องจากนักลงทุนไทยไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้แต่ต้องเช่าในราคาสูงและระยะยาว กฏหมายภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนเพียงเล็กน้อยในการงดเว้นการจัดเก็นภาษีเงินได้เป็นเวลา 5 ปี กฏหมายแรงงานที่บังคับให้มีการจ้างแรงงานชาวเมียนมาร์ร้อยละ 75 เมื่อครบ 7 ปีสำหรับภาคกการผลิตที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยทักษะฝีมือ เป็นต้น ดังนั้นเจ้าของธุรกิจ SMEs หรือนักลงทุนไทยต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกัน รวมถึงต้องศึกษาหาข้อมูล ทำความเข้าใจสังคมวัฒนธรรมของคู่ค้า วิเคราะห์ปัจจัยเชิงบวกปัญหาอุปสรรคจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยไปลงทุนและนำข้อมูลที่ได้มาศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้านและบริหารจัดการธุรกิจของคนเองอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

          “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ” อาจไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนในธุรกิจ SMEs ในเมียนมาร์ นักลงทุนควรคำนึงเรื่องเล็กน้อยในการเจรจาธุรกิจ เช่น การสื่อสารที่คนเมียนมาร์นิยมให้ภาษาอังกฤษติดต่อราชการ การให้ความนับถือผ่านภาษาพูด เช่นคำว่า “อู”แทนคำนำหน้าว่า “Mr”และ “ดอว์”แทนคำนำหน้าว่า “Mrs” การร่วมรับประทานอาหารบนโต๊ะเจรจาการค้า คนเมียนมาร์ไม่นิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ระหว่างรับประทานอาหาร คนเมียนมาร์ไม่นิยมติดต่อสื่อสารทางธุรกิจผ่าน E-mail เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการปรับตัวเข้าสังคมวัฒนธรรมของชาวเมียนมาร์ที่จะช่วยให้นักลงทุนเตรียมพร้อมในการทำธุรกิจกับชาวเมียนมาร์ได้อย่างราบรื่น และเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของธุรกิจ SMEs ไทย ดังนั้น การศึกษาช่องทางและเข้าดำเนินการในตลาดเป้าหมายก่อน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีคู่แข่งน้อยกว่าและศึกษาพฤติกรรม วัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นช่วยสร้างเครือข่ายธุรกิจรองรับการแข่งขันในอนาคต


 

          ดังนั้นนักลงทุนไทยโดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจ SMEs ทั้งหลายที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนว่าจะเข้าไปลงทุนในธุรกิจใดและในรูปแบบใด เนื่องจากการลงทุนแต่ละรูปแบบจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ต้องคำนึงถึง พร้อมทั้งการประเมินศักยภาพของธุรกิจตนเองว่ามีความพร้อมในการลงทุนเพียงใด โดยการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ SMEs รวมทั้งสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและหานักลงทุนร่วมชาวเมียนมาร์ที่มีประสบการณ์และไว้ใจได้จะช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจและการกระจายความเสี่ยงในธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของตนโดยเฉพาะการประเมินโอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจ

          อาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยากที่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ไทยหรือนักลงทุนที่จะเข้าไปดำเนินกิจการในเมียนมาร์เนื่องจากขาดข้อมูลที่รอบด้านและอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการขาดทุนหากธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ การหาข้อมูลที่เป็นรูปธรรมคือนักลงทุนหรือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ต้องหมั่นคอยศึกษาและคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฏหมายการลงทุนจากต่างๆชาติและกฏระเบียบต่างๆอยู่เสมอ ปัจจุบันนักธุรกิจ SMEs ไทยหลายรายประสบความสำเร็จจากการเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ อาทิ ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธุรกิจรถมือสอง ธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ธุรกิจการเกษตรและประมง เป็นต้นซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและประสบการณ์ในการทำธุรกิจที่ยาวนานเป็นใบเบิกทางในการเข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาร์ อย่างไรก็ดีการเข้าไปแสวงหาโอกาสการลงทุนในเมียนมาร์ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ไทย

 

ข้อมูลจาก http://www.itd.or.th/research-report/467-research

ภาพประกอบ: ธีรโชติ ภูมิภมร

เนื้อเรื่อง: ธีรโชติ ภูมิภมร

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 17-02-2557    เวลา 04:38:48