สิงคโปร์ สุดยอดเมืองนวัตกรรม

 

 

เรื่องโดย : การดี เลียวไพโรจน์ Thammasat Business School karndee@tbs.tu.ac.th 

เพียง 48 ปีหรือเพียงไม่ถึงหนึ่งช่วงชีวิตคนหลังจากที่ประกาศอิสรภาพจากมาเลเซีย สิงคโปร์เปลี่ยนแปลงเมืองอย่างก้าวกระโดด ไม่มีสิ่งไหนที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติหรือตามยถากรรมของเมือง แต่ทุกอย่างมาจากการวางแผนและการวางกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด การปฏิบัติอย่างจริงจังที่มีเป้าหมายเดียวทั้งสิ้น เมืองนวัตกรรมตามแบบฉบับของสิงคโปร์ไม่ได้มีแค่การออกแบบตึก ถนนหนทางให้ดูดีเท่านั้น แต่หมายรวมถึง การออกแบบระบบนิเวศน์หรือ Eco-System ทั้งหมด ตั้งแต่การตอบสนองการอยู่อาศัยของคนทุกระดับชั้น และทุกเชื้อชาติ การศึกษาและแหล่งเรียนรู้ การขนส่งคมนาคม การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และนโยบายการบริหารและการพัฒนาด้านต่างๆ“Disneyland with the death penalties” มีคนเคยเปรียบเทียบสิงคโปร์ไว้เช่นนี้ว่า ..ราวกับสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ แต่หากผิดกฎอาจรับโทษถึงตาย... จึงไม่น่าแปลกใจที่คนสิงคโปร์จะมีความเป็นระเบียบ บ้านเมืองสะอาดไม่มีขยะ รถยนต์บนถนนถึงแม้จะแม้มีติดบ้าง แต่ก็เป็นระเบียบ กฎจราจรมีไว้ให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่มีไว้แหกกฎเหมือนบ้านเราSingapore – The Global City in Asia สิงคโปร์มีวิสัยทัศน์เมืองว่าจะเป็นเมืองระดับโลกซึ่งจะมีความเป็นนานาชาติ เป็นแลนมาร์คสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ที่จะดึงคนเก่งมีความสามารถจากทั่วโลกให้มาอยู่อาศัย โดยการให้ความเป็นอยู่สภาพแวดล้อมที่ดี มีโอกาสในการทำงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดี และที่สำคัญเป็นเมืองที่ดีในการตั้งรกราก หรือ “Growing a family” สิงคโปร์มีการตั้งแนวยุทธศาสตร์ของเมืองไว้หลักๆ 3 ด้านที่มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน คือ(1)สร้างสิงคโปร์ให้เป็นที่ที่น่าอยู่ทีสุดในเอเชีย (Asia’s most livable city) เมืองบางเมืองน่าไปเที่ยว แต่ไม่น่าอยู่ สิงคโปร์ตีโจทย์ “ความน่าอยู่” เพื่อรองรับการเข้ามาของคนที่หลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม รวมถึงการตั้งเป้าให้เมืองเป็นศูนย์กลางรวมวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีระบบการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจนผ่านนโยบายของรัฐส่วนกลางสู่ชุมชน จากที่หลายคนมองคนสิงคโปร์ทำงานเป็นหุ่นยนต์ เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูจากการค้าและการเงิน วันนี้สิงคโปร์สนับสนุนธุรริจสร้างสรรค์ ศิลปะ วัฒนธรรมทุกแขนงจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนทุกระดับ หลายคนมองว่าสิงคโปร์ไม่มีคนจน จริงๆแล้วคนจนหรือคนไร้บ้านก็มีเหมือนกัน แต่เมืองสิงคโปร์มีการจัดการความต้องการขั้นพื้นฐานไว้อย่างดี ทั้งการเตรียมบ้าน ชุมชนและการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพดีมากให้กับคนทุกระดับเมื่อเปรียบเทียบกับบ้านเรา(2)สร้างสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางขององค์กรนวัตกรรมและองค์กรสร้างสรรค์แห่งใหม่ของเอเชีย (New Asia’s hub for innovative and creative enterprises) เริ่มจากฐานรากที่สำคัญคือ ทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์มีแนวนโยบายเพื่อผลักดันสร้างทักษะความคิดเชิงออกแบบหรือ Design Thinking และทักษะการออกแบบให้กับคนทุกคน ผ่านระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ (3)สร้างสิงคโปร์ที่เป็นดึงดูดให้คนเก่งหลากลายสาขาให้มาตั้งรกรากพักอาศัย (Best home for talent) แน่นอนค่ะถ้าชีวิตมันเลือกได้ เราก็อยากไปอยู่ในที่ที่มีคุณภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีกว่า การสร้างนโยบายเพื่อดึงดูดคนเก่งของสิงคโปร์ไม่ใช่แค่ทำให้กระบวนการขอ work permit ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการวางนโยบายรัฐผ่านการสนับสนุนนโยบายองค์กรให้มีระบบรองรับความหลากหลายของพรสวรรค์ความน่าอัศจรรย์ของสิงคโปร์ที่เราน่าจะเอาเป็นต้นแบบ คือ ความชัดเจนมีเป้าหมายและความยั่งยืนของนโยบาย และที่สำคัญคือการสร้างนวัตกรรมเมืองที่ “แก่น” ไม่ใช่แค่ “เปลือก”

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 28-08-2556    เวลา 08:03:54

สถานการณ์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอารยธรรมดังเช่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมอันเป็นการเปลี่ยนวิถีเศรษฐกิจฐานเกษตรมาเป็นเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรมควบคู่กับเศรษฐกิจฐานบริการในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน การพัฒนา วทน. ได้ก่อให้เกิดกระแสการพัฒนารูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Knowledge based Economy, Molecular Economy, Experience Economy ซึ่งจะมีการหลอมรวมของศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยแนวโน้มล่าสุดคือ Boutique Economy ที่จะมีการหลอมรวมของทุกศาสตร์เข้ากับศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตใจ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความสุขของคนและสภาวะการดำรงชีวิตที่สะอาดและปลอดภัย และ วทน. จะมีบทบาทสำคัญในการก้าวเข้าสู่รูปแบบเศรษฐกิจดังกล่าว โดยคาดว่า วทน. ที่จะมีบทบาทสำคัญคือ เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร นาโนเทคโนโลยี วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ระบบควบคุมระยะไกล ระบบเครือข่ายอัจฉริยะ โรงงานและระบบผลิตย่อส่วน เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังขาดการเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจในอนาคต ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและรองรับการแข่งขันในอนาคต โดยยังขาดทั้งฐานความรู้ ความตระหนัก ข้อมูลข่าวสาร บุคลากรการวิจัยโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยเอื้อ จึงยังล้าหลังหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการจากการวิจัยและพัฒนาด้านต่างๆ เช่น สเต็มเซลล์ (Stem Cell) วัสดุชีวภาพ (Bio-material) ชีวมวล(Bio-mass) ที่เน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การออกแบบเชิงวัฒนธรรมนวัตกรรม (Cultural Creativity Design) นวัตกรรมการออกแบบ (Design Innovation) เป็นต้น จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวโดยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีภูมิคุ้มกัน ยืดหยุ่น และรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมหลัก ทั้ง ๔ สาขา ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนาโนเทคโนโลยี ที่มีการวิจัยและพัฒนาด้านการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์การวิจัยเชิงทดลองอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติเพียงร้อยละ 0.18 ของโลก (สวทน,2010) การจดสิทธิบัตรมีเพียงร้อยละ ๐.๔๐ เท่านั้น(IMD,2010) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาก็มีต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่นและประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างสิงคโปร์ประมาณ 10-11 เท่า โดยในปี 2551 ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (เทียบแบบทำงานเต็มเวลา หรือ Full Time Equivalent: FTE) 0.65 คนต่อประชากร 1,000 คน ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา 7.34 คน และ 6.85 คนต่อประชากร 1000 คน ตามลำดับ (IMD, 2010) และมีจำนวนนักวิจัยที่ทำงานในภาคเอกชน 7.11 คนต่อประชากร 1,000 คน ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา 620 คน และ 19.73 คนต่อประชากร 1,000 คนตามลำดับ (เทียบแบบทำงานเต็มเวลา หรือ Full Time Equivalent: FTE) นอกจากนี้ ยังมีผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการดึงดูดนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เข้ามาทำงานในประเทศซึ่งจัดทำโดย International Institute for Management Development (IMD) บ่งชี้ว่า การดึงดูดนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์มาทำงานในประเทศไทยยังไม่เป็นที่เด่นชัดเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย โดย IMD จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 จาก 58 ประเทศ (4.02 คะแนน จาก 10 คะแนน) ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 3 (7.46 คะแนน) และมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 9 (6.22 คะแนน) ตามลำดับ แต่หากมองลึกลงไปในแต่ละสาขาวิชา จะเห็นว่าในบางสาขาวิชาจำเพาะที่ไทยมีความเข้มแข็ง เช่น เกษตรและชีววิทยา อิมมูโนโลยีและจุลชีววิทยา ประเทศไทยก็สามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน ขณะที่สาขาวัสดุศาสตร์ ประเทศไทยเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ และพลังงานทางเลือกเป็นอันดับสามรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย สำหรับงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา ในปี 2551 ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 593 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.22 ต่อ GDP ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 150,785 และ 5,038 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.44 และ 2.68 ต่อ GDP ตามลำดับ

สวทน.

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 15-07-2556    เวลา 07:03:15