กรุงเทพฯได้รับรางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก สมัยที่4


 
“สุขุมพันธุ์”โชว์กรุงเทพฯได้รับรางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก สมัยที่4 คะแนน 90.40 ชนะเมืองใหญ่อย่าง อิสตัลบู ฟอร์เรนซ์ ปารีส เร่งหาข้อมูลเว็บไซต์ดังนำความคิดเห็นด้านลบและจุดอ่อนมาแก้ไขให้ครองรางวัลนานๆ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 5 ก.ค. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)แถลงข่าวรับรางวัล “กรุงเทพมหานครเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2556 “ หรือ World’s Best City Award 2013  จากนิตยสารเทรเวล แอนด์ เลชเชอร์ (Travel%20Leisure) นิตยสารท่องเที่ยวยอดนิยมของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งกรุงเทพฯได้รางวัล4ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2553- 2556ขณะเดียวกันก็ได้รับรางวัลเมืองท่องเที่ยวอันดับ1 ของเอเชียทุกปี ตั้งแต่ ปี 2548-2551 และปี 2553-2556 โดยในปีนี้ กรุงเทพฯ ชนะด้วยคะแนนโหวต 90.40 ชนะอันดับ 2 กรุงอิสตัลบู ตุรกี ที่มีคะแนนโหวต 89.96  อันดับ3 เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี 89.814คะแนน  อันดับ4 เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ 89.57 คะแนน อันดับ5 กรุงเกียวโต ญี่ปุ่น 89.31 คะแนน อันดับ6 กรุงโรม อิตาลี 89.09 คะแนน อันดับ7 เมืองชาร์ลตัน เซาท์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา 88.65 คะแนน อันดับ 8 เมืองบาร์เซโลน่า สเปน 88.45 คะแนน อันดับ 9 กรุงปารีส ฝรั่งเศส 88.35 คะแนนและอันดับ10 จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย 88.15 คะแนน ส่วนในระดับเอเชีย กรุงเทพฯมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนน90.40 รองลงมาคือเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น  ,จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย ,เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา ,ฮ่องกง,กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น,สิงคโปร์,นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน,กรุงโซล  เกาหลีใต้ และเมืองฮานอย  เวียดนามตามลำดับ โดยจะเดินทางไปรับรางวัลด้วยตัวเองที่มหานครนิวยอร์ค ในวันที่ 18 ก.ค.นี้

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า  โดยในปี 2556 นี้ กรุงเทพฯได้รับรางวัลจากการท่องเที่ยวแล้ว 3 รางวัล นอกจากเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกจากนิตยสารเทรเวล แอนด์ เลชเชอร์แล้วยังมี รางวัลชนะเลิศสุดยอดจุดหมายปลายทางของโลกประจำปี 2556 ของบริษัท  มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ และ รางวัล Travellers’ Choice Destinations Awards 2013 ซึ่งกรุงเทพฯได้รับการคัดเลือกจากเว็บไซต์ ทริปแอดไวเซอร์ (TripAdvisor) เว็บไซต์ท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดในโลก ให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับที่ 1 จาก 25 จุดหมายปลายทาง ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกในทวีปเอเซีย  ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้สำนักวัฒนธรรม ท่องเที่ยวและกีฬา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์  www.tripadvisor.com    เนื่องจากในเว็บไซต์ดังกล่าวจะมีการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าชม เพื่อนำข้อมูลด้านลบหรือจุดอ่อนของเรามาทำการวิเคราะห์เพื่อหาทางแก้ปัญหาและพัฒนาการท่องเที่ยว ส่วนสิ่งที่ดีอยู่แล้วของเรา เช่น ความเป็นมิตร สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งจับจ่ายใช้สอย และความคุ้มค่าของเงิน  ที่เราต้องรักษาไว้ เพื่อให้เป็นเมืองน่าอยู่และน่าท่องเที่ยวต่อไป

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 18-07-2556    เวลา 07:38:46
ป้ายกำกับ กรุงเทพ,ไทย

สถานการณ์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอารยธรรมดังเช่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมอันเป็นการเปลี่ยนวิถีเศรษฐกิจฐานเกษตรมาเป็นเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรมควบคู่กับเศรษฐกิจฐานบริการในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน การพัฒนา วทน. ได้ก่อให้เกิดกระแสการพัฒนารูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Knowledge based Economy, Molecular Economy, Experience Economy ซึ่งจะมีการหลอมรวมของศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยแนวโน้มล่าสุดคือ Boutique Economy ที่จะมีการหลอมรวมของทุกศาสตร์เข้ากับศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตใจ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความสุขของคนและสภาวะการดำรงชีวิตที่สะอาดและปลอดภัย และ วทน. จะมีบทบาทสำคัญในการก้าวเข้าสู่รูปแบบเศรษฐกิจดังกล่าว โดยคาดว่า วทน. ที่จะมีบทบาทสำคัญคือ เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร นาโนเทคโนโลยี วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ระบบควบคุมระยะไกล ระบบเครือข่ายอัจฉริยะ โรงงานและระบบผลิตย่อส่วน เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังขาดการเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจในอนาคต ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและรองรับการแข่งขันในอนาคต โดยยังขาดทั้งฐานความรู้ ความตระหนัก ข้อมูลข่าวสาร บุคลากรการวิจัยโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยเอื้อ จึงยังล้าหลังหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการจากการวิจัยและพัฒนาด้านต่างๆ เช่น สเต็มเซลล์ (Stem Cell) วัสดุชีวภาพ (Bio-material) ชีวมวล(Bio-mass) ที่เน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การออกแบบเชิงวัฒนธรรมนวัตกรรม (Cultural Creativity Design) นวัตกรรมการออกแบบ (Design Innovation) เป็นต้น จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวโดยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีภูมิคุ้มกัน ยืดหยุ่น และรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมหลัก ทั้ง ๔ สาขา ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนาโนเทคโนโลยี ที่มีการวิจัยและพัฒนาด้านการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์การวิจัยเชิงทดลองอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติเพียงร้อยละ 0.18 ของโลก (สวทน,2010) การจดสิทธิบัตรมีเพียงร้อยละ ๐.๔๐ เท่านั้น(IMD,2010) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาก็มีต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่นและประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างสิงคโปร์ประมาณ 10-11 เท่า โดยในปี 2551 ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (เทียบแบบทำงานเต็มเวลา หรือ Full Time Equivalent: FTE) 0.65 คนต่อประชากร 1,000 คน ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา 7.34 คน และ 6.85 คนต่อประชากร 1000 คน ตามลำดับ (IMD, 2010) และมีจำนวนนักวิจัยที่ทำงานในภาคเอกชน 7.11 คนต่อประชากร 1,000 คน ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา 620 คน และ 19.73 คนต่อประชากร 1,000 คนตามลำดับ (เทียบแบบทำงานเต็มเวลา หรือ Full Time Equivalent: FTE) นอกจากนี้ ยังมีผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการดึงดูดนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เข้ามาทำงานในประเทศซึ่งจัดทำโดย International Institute for Management Development (IMD) บ่งชี้ว่า การดึงดูดนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์มาทำงานในประเทศไทยยังไม่เป็นที่เด่นชัดเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย โดย IMD จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 จาก 58 ประเทศ (4.02 คะแนน จาก 10 คะแนน) ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 3 (7.46 คะแนน) และมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 9 (6.22 คะแนน) ตามลำดับ แต่หากมองลึกลงไปในแต่ละสาขาวิชา จะเห็นว่าในบางสาขาวิชาจำเพาะที่ไทยมีความเข้มแข็ง เช่น เกษตรและชีววิทยา อิมมูโนโลยีและจุลชีววิทยา ประเทศไทยก็สามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน ขณะที่สาขาวัสดุศาสตร์ ประเทศไทยเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ และพลังงานทางเลือกเป็นอันดับสามรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย สำหรับงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา ในปี 2551 ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 593 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.22 ต่อ GDP ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 150,785 และ 5,038 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.44 และ 2.68 ต่อ GDP ตามลำดับ

สวทน.

เขียนโดย AseanSTI Admin    เมื่อวันที่ 15-07-2556    เวลา 07:03:15